ราวปาฏิหาริย์ ชายคนนี้ได้รับหน้าใหม่ เมื่อแพทย์ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้าช่วย

ราวปาฏิหาริย์ ชายคนนี้ได้รับหน้าใหม่ เมื่อแพทย์ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้าช่วย

1

ราวปาฏิหาริย์ ชายคนนี้ได้รับหน้าใหม่หลังปลูกถ่ายใบหน้าได้สำเร็จ ต้องขอบคุณเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่มีส่วนสำคัญในการวางแผนผ่าตัด และชื่นชมฝีมือทีมแพทย์ที่เกี่ยวข้องหลายครั้งที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่เรา ทั้งยังสร้างปาฏิหาริย์เปลี่ยนชีวิตของใครหลายคน รวมถึง แอนดริว แซนด์เนส ชายอเมริกันวัย 32 ปี ที่ราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทีมแพทย์ได้นำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าให้แก่เขา

จากรายงานของเว็บไซต์ 3ders.org เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เปิดเผยว่า เรื่องราวอันแสนทรมานใจของแอนดริวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน ที่เขาเคยคิดฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนยิงเข้าที่หน้าของตัวเอง อย่างไรก็ตามกระสุนดังกล่าวไม่สามารถคร่าชีวิตเขาได้ ทิ้งไว้เพียงบาดแผลฉกรรจ์บนใบหน้า ที่ทำให้แอนดริวต้องทนอยู่กับมันตลอดหลายปีจากนั้น
ด้วยใบหน้าที่มีแผลเป็นรูโหว่และโครงหน้าที่ถูกทำลาย ทำให้เรื่องง่าย ๆ อย่างการพูด เคี้ยวอาหาร ดมกลิ่น หรือแม้แต่การหายใจ ดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับแอนดริว แม้เขาไม่คิดที่จะฆ่าตัวตายแล้ว แต่บาดแผลที่เหลืออยู่ก็สร้างความเจ็บปวดแก่เขามาก จนกระทั่งปาฏิหาริย์ได้เกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง เมื่อทีมแพทย์ตัดสินใจที่จะทำการปลูกถ่ายใบหน้าใหม่ให้แก่เขา

รายงานเปิดเผยว่า แอนดริวเข้ารับการผ่าตัดที่ มาโย คลินิก ในรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ แม้ว่าเคสของเขาจะเป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าครั้งแรกของสถานพยาบาลแห่งนี้ แต่ทีมแพทย์ก็ได้พยายามทุ่มเทหาหนทางมาเพื่อดำเนินการผ่าตัดอันแสนซับซ้อนนี้ โดยนำเทคโนโลยีการผ่าตัดเสมือนจริงมาใช้ในการวางแผน นำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ในการสร้างต้นแบบ เพื่อให้ง่ายต่อการหาแนวทางการผ่าตัด ด้วยแบบจำลองที่ได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ ยังทำให้ทีมแพทย์ทราบด้วยว่าควรจะตัดกระดูกจากผู้บริจาคในขนาดเท่าใด ในมุมองศาใด เพื่อให้สามารถนำกระดูกมาประกอบใส่หน้าของแอนดริวได้พอดี

เน็ตไอดอลสาวจีนสุดทน โพสต์แฉถูกแฟนหนุ่มทำร้าย จนนมแทบระเบิด.

เน็ตไอดอลสาวจีนสุดทน โพสต์แฉถูกแฟนหนุ่มทำร้าย จนนมแทบระเบิด.

1
เน็ตไอดอลสาวจีนสุดทน โพสต์แฉถูกแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกาย ทุบตีอย่างหนักจนหน้าอกที่เสริมมาแทบระเบิด ลั่นต่อให้จ่ายค่าทำนมให้ใหม่ ก็ไม่ขอรีเทิร์นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ รายงานว่า โลกโซเชียลจีนกำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ภายหลังจากที่ หวังรุ่ยเอ๋อร์ วัย 23 ปี เน็ตไอดอลสาวคนดังของจีน ได้ออกมาโพสต์ภาพของตัวเองในสภาพร่างกายบอบช้ำ มีร่องรอยการถูกทำร้าย โดยเผยว่าผู้ที่ลงมือทำร้ายร่างกายเธอนั้นก็คือแฟนหนุ่มที่คบกันมาถึง 3 ปีนั่นเอง บอกว่าเขาต่อยเธออย่างรุนแรงหลายครั้งจนเต้าที่เสริมมาแทบระเบิด
พร้อมกันนั้น หวังรุ่ยเอ๋อร์ ยังได้ฝากข้อความไปถึงแฟนหนุ่มด้วย ระบุว่า “ฉันอยู่กับนายมา 3 ปีแล้ว ยอมรับว่าตอนแรกฉันเลือกนายเพราะเงินของนาย แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานายก็เริ่มทำไม่ดีกับฉัน นายก็ทุบตีฉัน แต่ฉันก็ยังทนมันมาได้ทั้งหมด ลองคิดดูนะ ยังมีคนรวย ๆ อีกมากมายที่ไล่ตามอยากได้ตัวฉัน ถ้าฉันต้องการแค่เงิน แล้วทำไมฉันถึงยังทนอยู่กับนายมาตั้ง 3 ปีได้จนถึงคืนสุดท้าย ในตอนที่นายต่อยนมของฉันอย่างรุนแรงจนมันแทบระเบิด ฉันก็ไม่ขอทนมันอีกต่อไป แม้นายจะให้เงินและสัญญาว่าจะจ่ายค่าผ่าตัดให้ แต่ฉันขอให้นายไปซะ ฉันยอมรับว่าฉันรักนาย แต่ตอนนี้ฉันต้องการจะเลิกกับนาย นายมันจบแล้ว ฉันขอให้นายไปซะ และอยู่ให้ห่างจากชีวิตของฉัน”
ทั้งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แฟนหนุ่มของเธอได้ทุ่มเงินจำนวนหลายล้านหยวนเป็นค่าศัลยกรรมให้แก่ หวังรุ่ยเอ๋อร์ จนกระทั่งเธอได้กลายมาเป็นนางแบบและเน็ตไอดอลสาวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในขณะที่ชาวเน็ตก็มีการตอบสนองต่อเรื่องนี้ต่างกันไป โดยส่วนมากเข้ามาสนับสนุนเธอ ชี้ว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่เธอกล้าออกมาบอกคนอื่นว่าที่ผ่านมาต้องทนกับอะไรมาบ้างแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายมีบางคนที่มองว่าบางทีนี่อาจเป็นแค่การเรียกร้องความสนใจของสาวคนนี้เท่านั้น โดยชี้ว่าขนาดตาบวมช้ำขนาดนี้ เธอยังไม่วายใส่ขนตาปลอมเลย ขณะที่บางคนคิดว่าทั้งเรื่องที่เธอเล่าและหน้าอกของเธอนั้นก็เหมือนกัน นั่นคือของปลอมทั้งคู่

สุดทึ่ง สถาปนิกเนรมิตโรงงานซีเมนต์ร้าง กลายเป็นคฤหาสน์สวยล้ำชวนตะลึง

สุดทึ่ง สถาปนิกเนรมิตโรงงานซีเมนต์ร้าง กลายเป็นคฤหาสน์สวยล้ำชวนตะลึง

1

น่าทึ่งสุด ๆ สถาปนิกสุดเจ๋ง เปลี่ยนโรงงานซีเมนต์เก่าร้าง ให้กลายเป็นบ้านในฝัน ที่้ทั้งดูทันสมัยและสวยชวนตะลึงอย่างไม่น่าเชื่อใครจะคิดว่าโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ร้างเก่าแก่ หน้าตาทึม ๆ จะสามารถถูกดัดแปลงให้กลายเป็นที่พักอาศัยที่สวยหรูได้ ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่สถาปนิกชาวสเปนวัย 77 ปี ผู้มากความสามารถรายนี้ก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว
สถาปนิกคนเก่งรายนี้มีชื่อว่า ริการ์โด โบฟิล เขาเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งใยุคปัจจุบัน โบฟิลได้รังสรรค์ผลงานอันน่าทึ่งเอาไว้มากมายในหลายพื้นที่ทั่วโลก ผลงานการออกแบบที่โดดเด่นของเขามีตั้งแต่ อาคารผู้โดยสาร 1 ในสนามบินบาร์เซโลนา ตึกซันไชน์ อัปเปอร์ อีสต์ (Sunshine Upper East) ในปักกิ่ง ไปจนถึง ลา แปซ์ เรซิดองติเยล (La Paix Résidentiel) ในเซเนกัล และผลงานที่เราจะกล่าวถึงนี้คือโปรเจคท์ที่มีชื่อว่า ลา ฟาบริกา (La Fabrica) นั่นคือการแปลงโฉมโรงงานปูนซีเมนต์ให้เป็นบ้านพักที่สวยชวนตะลึง

จากการรายงานของเว็บไซต์บอร์แพนด้า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุว่า โรงงานปูนซีเมนต์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซังฒุส เดสเบร์น เมืองขนาดเล็กในคาตาลัน ประเทศสเปน มันเป็นโรงงานเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยที่โบฟิลยังเป็นเด็กหนุ่ม เขามองเห็นโรงงานแห่งนี้และได้เกิดแรงบันดาลใจว่าจะแปลงโฉมให้มันกลับมาชีวิตอีกครั้ง จนเมื่อเวลาผ่านไป 45 ปี ความฝันของเขาก็เป็นจริง
โบฟิลซื้อโรงงานแห่งนี้และได้เริ่มต้นทำการซ่อมแซมมัน หลังจากมันถูกปรับปรุงซ่อมแซม ดัดแปลง ตกแต่งภายในและภายนอกมาเป็นเวลานานหลายปี ในที่สุดมันก็กลายเป็นบ้านที่ทันสมัยแปลกตา รายล้อมไปด้วยสวนป่าร่มรื่น การตกแต่งด้านในเป็นแบบโมเดิร์นที่ดูเรียบง่าย หรูหรา ทำให้กำแพงปูนทึบทึมดูมีชีวาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

เปิดจดหมายเด็กหญิง 10 ขวบ วอนคนช่วยเหลือแม่ป่วยมะเร็ง-ชีวิตยากจน

เปิดจดหมายเด็กหญิง 10 ขวบ วอนคนช่วยเหลือแม่ป่วยมะเร็ง-ชีวิตยากจน

1
เด็กหญิงเรียนดี วัย 10 ขวบ เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือ หลังแม่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่มีเงินรักษา ไม่มีเงินไปโรงเรียน สภาพบ้านทรุดโทรม วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือเป็นเรื่องหดหู่ใจที่ถูกแชร์กันอย่างมากในโลกออนไลน์ สำหรับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของ ด.ญ.วิชญาดา ต้อนโสกรี อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนบ้านปูแกง อ.พาน จ.เชียงราย ที่ได้เขียนเรียงความขอความช่วยเหลือ เนื่องจากตอนนี้ครอบครัวใช้ชีวิตลำบาก พ่อกับแม่แยกทางกัน ซ้ำแม่ยังป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่มีแรงไปทำงาน ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และที่อยู่อาศัยยังไม่สมบูรณ์ ก่อนจะฝากจดหมายดังกล่าวให้ญาตินำมาลงในเฟซบุ๊ก

ล่าสุด (28 กุมภาพันธ์ 2560) มีรายงานว่า หลังจากเรื่องราวของ ด.ญ.วิชญาดา ต้อนโสกรี ถูกแชร์ออกไปในวงกว้าง ทำให้มีสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องดังกล่าว โดยพบว่า เด็กหญิงดังกล่าวเป็นเด็กเรียนดีแต่ครอบครัวยากจน ส่วนสภาพที่อยู่อาศัยเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อด้วยอิฐสภาพเก่าและทรุดโทรม มีเพียงห้องนอน ส่วนห้องครัวมีเพียงไม้ไผ่ขัดมาทำเป็นฝาบ้าน ดูแล้วไม่มีความมั่นคง ส่วนห้องน้ำก็แยกห่างจากตัวบ้าน

จากการสอบถาม ด.ญ.วิชญาดา เล่าว่า สาเหตุที่เขียนจดหมายเพราะครอบครัวลำบากจริง ๆ ก่อนหน้านี้คุณแม่มีอาชีพล้างจานที่ร้านหมูกระทะ แต่ไม่นานมานี้พบว่ามีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดจึงเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ทำให้หลังผ่าตัดไม่สามารถทำงานหนักได้ ประกอบกับผลตรวจลิ่มเลือดพบว่าคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ส่งผลให้ครอบครัวขาดรายได้ ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและไม่เงินให้น้องคนเล็ก อายุ 4 ขวบไปเรียนหนังสือ รวมทั้งไม่มีเงินค่ารักษา ตนจึงตัดสินใจเขียนจดหมายเพื่อขอความช่วยเหลือ และพยายามทำงานทุกอย่างแทนแม่ และอยากให้แม่กลับมาแข็งแรง

ฮีโร่แย่งปืนช่วยเด็กวัย 14 รับยังหวาดกลัวคู่กรณีเป็นคนกว้างขวาง-ปัจจุบันยังลอยนวล

ฮีโร่แย่งปืนช่วยเด็กวัย 14 รับยังหวาดกลัวคู่กรณีเป็นคนกว้างขวาง-ปัจจุบันยังลอยนวล

1
พลเมืองดีแย่งปืนช่วยเด็กกลางตลาด เผยตอนนี้หวาดกลัวจนไม่เป็นอันทำมาหากิน เหตุ จ่าชาติ คู่กรณีเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ ชี้แจ้งความแล้วแต่ยังไม่เห็นตำรวจดำเนินการอะไรจากกรณีที่มีคลิปพลเมืองดีเข้าชาร์จแย่งปืนจาก จ่าชาติ อัมรินทร์ ที่กำลังจะยิงเด็กสาววัย 14 ขวบ เนื่องจากไม่พอใจที่เด็กวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์จนรถล้ม จนทำให้พลเมืองดีที่เข้ามาช่วยถูกปืนฟาดที่กกหู ต้องเย็บถึง 12 เข็ม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 นั้น (อ่านข่าว ระทึกกลางตลาด ฮีโร่เข้าชาร์จแย่งปืนจากชายหัวร้อน ขึ้นลำขู่เด็ก 14)

ล่าสุด (28 กุมภาพันธ์ 2560) นายทอง (นามสมมติ) พลเมืองดีที่ช่วยเหลือ เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ ว่า วันเกิดเหตุตนแวะซื้อของที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเห็นเหตุการณ์พอดีจึงอาศัยจังหวะที่ จ่าชาติ เผลอ เข้าไปแย่งปืนมาได้สำเร็จ และได้มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันซึ่งตนก็ได้คืนปืนไป แต่ปรากฏว่า จ่าชาติ ไม่ยอมเลิกรา ได้เดินมาใช้ด้ามปืนทุบที่กกหูของตนจนหูฉีก ด้วยความตกใจตนจึงพยายามหนีไปในร้านเซเว่นเพราะเห็นว่ามีกล้องวงจรปิดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่โชคดีที่จ่าชาติไม่ตามมา ตนจึงเดินทางไปโรงพยาบาลและแพทย์เย็บแผลให้ 12 เข็ม ก่อนจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
พลเมืองดี กล่าวอีกว่า หลังจากเกิดเรื่องทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวไม่เป็นอันทำมาหากิน เนื่องจากทราบว่า จ่าชาติ เป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ และยังกล้าชักปืนใส่เด็กกลางตลาดอย่างไม่แคร์สายตาประชาชน ประกอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาหลายวันก็ยังไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ. อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พฤติกรรมของจ่าชาติ ถือเป็นภัยสังคมและไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง เบื้องต้นได้ออกหมายเรียกให้มาพบแล้ว หากไม่มาจะมีการออกหมายจับเพื่อจับกุมต่อไป ซึ่งคดีดังกล่าวเข้าข่ายข้อหาใช้อาวุธปืนข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งเป็นคดีที่ยอมความกันไม่ได้ ซึ่งตนยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด

หนูน้อยเคราะห์ร้ายวัย 3 ขวบ ที่ถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.อุดรธานี คาดถูกทำร้าย เสียชีวิตแล้ว

หนูน้อยเคราะห์ร้ายวัย 3 ขวบ ที่ถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.อุดรธานี คาดถูกทำร้าย เสียชีวิตแล้ว

1

ด้านตำรวจเผยรู้ตัวคนกระทำรุนแรงต่อเด็กแล้ว-จะออกหมายจับเร็ว ๆ นี้
จากกรณีที่เด็กชายวัย 3 ขวบ ถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.อุดรธานี ในสภาพโคม่า ไม่รู้สึกตัว คาดอาจถูกทำร้าย โดยแพทย์ระบุว่า มีเลือดออกในช่องท้องของเด็ก ใต้ตาขวาและข้างลำตัวมีรอยช้ำ

ศีรษะด้านหลังมีรอยบวม มีเลือดออกที่หูทั้งสองข้าง และท่อนแขนขวาผิดรูป อาการสาหัสต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ด้านแม่-พ่อเลี้ยง ยืนกรานไม่ได้ทำร้ายลูก ยันจะเลี้ยงลูกต่อไปแม้รักษาไม่หาย ด้านตำรวจเร่งสืบสวนหาหลักฐาน (อ่านข่าว : แม่-พ่อเลี้ยง ยันไม่ได้ทำร้ายลูก 3 ขวบจนโคม่า แม้แพทย์พบรอยช้ำตามตัว)
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 หนูน้อยเคราะห์ร้ายวัย 3 ขวบ รายนี้ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยทางพ่อและแม่จะนำศพไปบำเพ็ญที่บ้านท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ต่อไป
ขณะที่ พ.ต.อ. พิเชฐ วงษ์บุรี ผกก สภ.กุมภวาปี เตรียมเรียกประชุมพนักงานสอบสวนและสหวิชาชีพ ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพยาน และผู้เห็นเหตุการณ์หนูน้อยถูกทำร้าย โดยจะมีการประชุมในวันนี้ (28 กุมภาพันธ์) ที่ สภ.กุมภวาปี ตอนนี้พอรู้ตัวคนกระทำรุนแรงต่อเด็กแล้วและคาดว่าจะออกหมายจับในเร็ววันนี้

ครูสาวประเภทสอง สุดเศร้า โดนคณบดีพูดเหยียดเพศกลางที่ประชุม

ครูสาวประเภทสอง สุดเศร้า โดนคณบดีพูดเหยียดเพศกลางที่ประชุม

1
ครูสาวประเภทสอง โพสต์เศร้า ถูกคณบดีพูดเหยียดเพศกลางที่ประชุม พ้อกะเทยคงไม่เหมาะกับอาชีพครู เพจดังชี้ ร้องเรียนได้ เพราะผิด พ.ร.บ.ความเท่าเทียมฯ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 เฟซบุ๊ก ดุลยพัชร์ มังครัตน์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ตนเองซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ที่มีอาชีพเป็นครู ถูกคณบดีพูดเหยียดเพศกลางที่ประชุม ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่า ได้ยินแบบนี้แล้วน้ำตาแทบไหล อาชีพครูคงไม่เหมาะกับกะเทย และผิดเองที่เกิดมาเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เกิดมาตนเจอแต่อาจารย์ที่ให้ความรักความอบอุ่น แต่ครั้งนี้ตนกลับรู้สึกไม่มีค่า แต่ทั้งนี้ตนไม่ได้จะเรียกร้องอะไร แค่เป็นอุปสรรคในบางมุมของชีวิต

อย่างไรก็ดี เพจดังอย่าง แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ภาพ ที่เป็นข้อคิดเห็นจากข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นสามารถร้องเรียนได้ที่ พม. เนื่องจากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558

นักท่องเที่ยวแตกตื่น จอดรถในวัดหลวงพ่อโสธร กดรีโมทล็อกไม่ได้

นักท่องเที่ยวแตกตื่น จอดรถในวัดหลวงพ่อโสธร กดรีโมทล็อกไม่ได้

1
นักท่องเที่ยวแตกตื่นทั้งลานจอดรถวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังรถล็อกไม่ได้ หวั่นมิจฉาชีพปล่อยสัญญานวิทยุรบกวน ด้วย Car remote jammer สุดท้ายพบเป็นปัญหาที่มักจะเกิดกับรถรุ่นใหม่ ๆ เมื่อนำไปจอดในที่ที่มีสัญญาณวิทยุ-WiFi หนาแน่น

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า ที่เพจเฟซบุ๊ก เรารักแปดริ้ว Welove8riew.com ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์รถยนต์ของนักท่องเที่ยวหลายสิบคัน ที่จอดในวัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่สามารถใช้รีโมทล็อกรถได้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับรถรุ่นใหม่ แถมบางคันก็ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ พร้อมกับมีสัญญาณกันขโมยดังขึ้นเป็นระยะ

ทั้งนี้ บรรดาเจ้าของรถจึงหวั่นว่าอาจเกิดจากมีมิจฉาชีพเข้ามาในพื้นที่ปล่อยคลื่นสัญญาณก่อกวนสัญญาณรีโมท ด้วย Car remote jammer ทำให้ระบบล็อกมีปัญหา เพื่อเข้าขโมยทรัพย์สินในรถ จึงไม่กล้าออกไปจากบริเวณรถของตัวเอง และได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เวลาผ่านไป 45 ที ก็ยังไม่พบมิจฉาชีพ
ขณะที่ในเวลาต่อมาได้มีเจ้าของเต็นท์รถ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นปัญหาที่มักจะเกิดกับรถรุ่นใหม่ ๆ เมื่อนำไปจอดในที่ที่มีสัญญาณวิทยุ หรืออินเทอร์เน็ต WiFi หนาแน่น ไม่ใช่มิจฉาชีพแต่อย่างใด คำแนะนำคือ ถอดขั้วลบของแบตเตอรี่ทิ้งไว้ 5 นาที รถก็จะใช้งานได้ตามปกติ

“น้องปลื้ม” ปลื้มปีติ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ ทรงรับเป็นบุตรบุญธรรม จะขอทำดีถวายแผ่นดิน

“น้องปลื้ม” ปลื้มปีติ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ ทรงรับเป็นบุตรบุญธรรม จะขอทำดีถวายแผ่นดิน

1
เปิดใจ ด.ช.ธนกฤต อนุปิม หรือ น้องปลื้ม สุดซาบซึ้งในพระเมตตาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงรับเป็นบุตรบุญธรรม เผยจะทำความดีถวายแผ่นดินสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ซึ่งกองทัพเรือจัดถวาย ไปยังโรงเรียนฝายกวางวิทยาคม ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เพื่อทรงเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี หรือ พอ.สว. ประจำจังหวัดพะเยา ที่โปรดให้ไปทำการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยในพื้นที่
โอกาสนี้ ได้พระราชทานพระวโรกาสให้แพทย์นำผู้เจ็บป่วยจำนวน 3 ราย เฝ้า และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงรับ ด.ช.ธนกฤต อนุปิม อายุ 12 ปี บุตรของหนึ่งในผู้ป่วยนำเฝ้าที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง เป็นลูกบุญธรรญความคืบหน้าล่าสุด รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่อง AMARIN TV รายงานว่า ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับ ด.ช.ธนกฤต อนุปิม อายุ 12 ปี กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนปิยมิตรวิทยา ส่วนนางพะยอม วังเค็ม อายุ 49 ปี ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ที่ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับเป็นคนไข้ในพระองค์ ได้เดินทางเข้ามาที่กรุงเทพฯ แล้ว เพื่อมารักษาตัว
โดย ด.ช.ธนกฤต เปิดใจว่า ตนอยากให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งกันหมด พี่สาวก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ น้องชายก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ส่วนแม่ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ตนมีความปีติเป็นอย่างยิ่งที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ ทรงรับตนเป็นบุตรบุญธรรม ตนจะทำความดีถวายแผ่นดิน จะถวายเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ ถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดแล้วที่ได้รับพระเมตตาจากพระองค์ท่าน

ชมคันจริง Vera V1 ซิตี้คาร์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ราคาถูกที่สุดในตลาด 9.45 แสนบาท

ชมคันจริง Vera V1 ซิตี้คาร์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ราคาถูกที่สุดในตลาด 9.45 แสนบาท

1
Vera V1 ซิตี้คาร์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทย เผยโฉมคันจริงพร้อมจุดเด่นของการเป็นรถไฟฟ้าราคาถูกสุดในตลาดตอนนี้ที่ 945,000 บาท ส่วนผู้ที่จอง Vera V1 ภายใน 31 มกราคมนี้ สำหรับ 20 คันแรก ลดทันที 1 แสนบาท น่าใช้แต่ต้องเปิดใจให้กว้างวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 VERA automotive เผยโฉมคันจริงของ Vera V1 รถไฟฟ้าคันแรกของไทยและสามารถจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับราคาเปิดตัวซึ่งแจ้งไว้ล่วงหน้าที่ 945,000 บาท จนกลายเป็นประเด็นร้อนพอสมควรตั้งแต่ก่อนเปิดตัว ส่วนคันจริงของ Vera V1 “จะคุ้มค่าน่าใช้แค่ไหน เหมาะกับใคร” มาไขข้อข้องใจกันได้เลย

Vera V1 นั้นมาพร้อมกับรูปทรงของรถแฮทช์แบ็ค 5 ประตู ขนาดกะทัดรัดคล่องตัวในแบบซิตี้คาร์ที่เหมาะกับใช้งานในเมืองเป็นหลัก การดีไซน์หลักนั้นออกแนวน่ารักตามสไตล์รถเล็ก ส่วนการตกแต่งพยายามเน้นความเป็นสปอร์ตอยู่หลายจุด เช่น โคมไฟหน้าขนาดใหญ่รมดำ ไฟตัดหมอก กระจังและช่องดักอากาศบริเวณกันชนลายตาข่าย ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเงิน ไฮเปอร์ ซิลเวอร์ และสีดำ ไฮเปอร์ แบล็ก ส่วนด้านหลังมีให้ครบตั้งแต่ที่ปัดน้ำฝนหลัง ไฟตัดหมอกหลัง และสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แต่ตอนนี้จะมีเพียงสีเดียวให้เลือกคือ สีขาวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนหลักของ Vera V1 จะเป็นการสั่งผลิตแบบ OEM ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าที่เราเห็นภายในเกือบทั้งหมดคือพาร์ทจากไทย (อีก 30 เปอร์เซ็นต์) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรูปทรงของ Vera V1 คล้ายกับรถแบรนด์จีนมาก ความจริงแล้วถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับวงการยานยนต์และเกิดขึ้นมานานแล้วซึ่งเป็นทางเลือกหากต้องการก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งนับหนึ่งตั้งแต่เริ่มอย่างที่ Hyundai และ Proton ทำด้วยการใช้พื้นฐานของ Mitsubishi สำหรับรถคันแรกของตนเองมาแล้วแม้ว่าความเป็นปัจเจกในเรื่องของดีไซน์จะลดลงไปบ้าง เช่นเดียวกับงานออกแบบและวัสดุภายในของ Vera V1 นั้นอยู่ในระดับซิตี้คาร์ราคาประหยัด ซึ่งเพียงพอแค่สำหรับการเดินทางในเมืองไป-กลับในระยะสั้น ๆ เท่านั้น พื้นที่ด้านหลังมีให้พอประมาณไม่ได้กว้างขวางมากมายตามขนาดของรถที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก